ข่าวรถยนต์ข่าวไวรู้ก่อนใครติดตามได้เลย

Nissan Ariya

ข่าวรถยนต์

เปิดโฉมใหม่ Nissan Ariya ต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้า SUV จากค่าย Nissan ที่เตรียมเปิดตัวในปี 2021

เปิดโฉมใหม่ Nissan Ariya  หลังจากที่หายเงียบไป ได้มีภาพหลุดออกมา บ่งบอกถึงความคืบหน้าและการเปลียนแปลงให้เห็นบ้างแล้ว

เปิดโฉมใหม่ Nissan Ariya

เปิดตัวใหม่ Nissan Ariya ที่เคยถูกนำมาแสดงแนวคิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในงาน Tokyo Motor Show 2017 โดย Nissan ที่ตั้งใจจะนำเสนอรถ SUV ที่ใช้ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และได้ถูกนำมาผลิตเป็นรถยนต์ต้นแบบในงาน Tokyo Motor Show 2019 จนเป็นที่พูดถึงในเรื่องของสมรรถนะและพละกำลังทันที

ล่าสุดได้มีเว็บไซต์ Motor1 ได้มีการเผยว่ามีภาพหลุดออกมาจากผู้ใช้อินสตาแกรมชื่อ cars_secrets ได้มีการโพสต์ภาพของ Nissan Ariya ที่ได้มีการอ้างว่าเป็นภาพที่ใช้ในการจดสิทธิบัตรในประเทศอาร์เจนตินา เผยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแตกต่างออกไปจากรถต้นแบบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะเห็นว่าด้านหน้าและท้ายรถนั้นไม่ได้เหมือนกันมานัก เพียงแต่ภาพหลุดที่ใช้จดสิทธิบัตรนั้นจะดูเพรียวกันตัวต้นแบบเล็กน้อย ในส่วนของกันชนหน้าและซุ้มล้อที่ตีโป่งออกมา

ด้านข้างของรถ พบว่ากระจกมองข้างหายไป ซึ่งจะมองได้ 2 แบบคือ อาจจะต้องถูกติดตั่งเข้าไปเพิ่มในขั้นตอนการผลิตหรืออาจจะเป็นการซ่อนกล้องแล้วเชื่อมโยงกับระบบรักษาความปลอดภัยแล้วไปแสดงผลในด้านในห้องโดยสาร ในส่วนของด้านหน้าและท้ายรถดูเหมือนจะปรับเรื่องของความโค้งมนเล็กน้อย แต่ในเรื่องของช่วงล่าง รถต้นแบบกลับให้ความรู้สึกว่ายกสูงกว่าและตัวรถมีความยาวที่มากกว่าภาพสิทธิบัตร

Isuzu D-Max XTR Color Edition

ข่าวรถมอเตอร์ไซค์

เปิดโฉมใหม่ Isuzu D-Max XTR Color Edition โมเดลใหม่ของรถกระบะจากค่าย Isuzu เผยโฉมให้เห็นดีไซน์ใหม่

เปิดโฉมใหม่ Isuzu D-Max XTR Color Edition  ที่ดูโฉบเฉี่ยวพร้อมปรับแต่งช่วงล่างให้ดียิ่งขึ้น ผ่านวิกฤติ COVID-19 เมื่อไหร่เปิดราคาแน่นอน

เปิดโฉมใหม่ Isuzu D-Max XTR Color Edition

Isuzu D-Max XTR ที่สามารถตอบโจทย์ได้ในทุก ๆ การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นงานบรรทุกหนัก ๆ หรือขับผจญภัยแบบออฟโร้ด ล่าสุดได้เผยโฉมหน้าตารุ่นใหม่ไมเนอร์เชนจ์ให้เห็นกันแล้ว ในรุ่น Isuzu D-Max XTR Color Edition และพร้อมจะวางจำหน่ายที่อังกฤษก่อนเป็นประเทศแรก เครื่องยนต์ของ Isuzu D-Max XTR Color Edition ยังใช้เครื่องเดิมอยู่ คือ เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร 163 แรงม้า ซึ่งเป็นเครื่องเดิมของ Isuzu D-Max XTR รุ่นก่อนหน้านี้ และในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนัก สำหรับราคาของ Isuzu D-Max XTR Color Edition คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 34,000 ปอนด์อังกฤษ หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท (ไม่รวมภาษี) โดยจะเปิดเผยราคาที่แน่นอนพร้อมจำหน่ายได้ทันทีภายในปี 2020 หลังจากที่พ้นวิกฤติ COVID-19 ไปแล้ว

ข้อมูลที่น่าสนใจของ Isuzu D-Max XTR Color Edition

กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่ดูแปลกตา มีความสปอร์ตมากขึ้น
บอดี้รถ กระจกมองข้าง มือจับประตู ฝากระบะหลัง ซุ่มล้อ สปอยเลอร์หลัง บันไดข้าง ใช้สี Cosmic Black Mica สีเดียวตลอดทั้งคันเป็นสีโปรโมต
ไฮไลท์ด้วยสีเขียว Vibrant Green ที่โลโก้ Isuzu โลโก้ XTR และจุดเด่นต่าง ๆ รอบรถ ดูโดดเด่น
ล้ออัลลอย 17 นิ้ว 6 ก้าน สีรมดำ เข้ากับตัวบอดี้รถ
ยางสปอร์ตออฟโร้ด Pirelli Scorpion All-Terrain Plus บ่งบอกว่าพร้อมลุยเต็มที่
ชุดเบรกล้อหน้าและชุดช่วงล่างใหม่ของ Pedders พร้อมยกสูงจากพื้น 250 มม.
ภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งแบบ XTR สปอร์ตสีดำ เดินด้ายสีเขียว รวมมั้งแผงประตูด้วย
มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ Splash White, Titanium Silver Met, Obsidian Grey Mica และ Cosmic Black Mica

เปิดตัวโฉมใหม่ Toyota Yaris Cross

ข่าวรถยนต์

เปิดตัวโฉมใหม่ Toyota Yaris Cross รุ่นใหม่เผยโฉมผ่านทางออนไลน์ไปแล้วเรียบร้อย เจาะตลาดรถยนต์ SUV ขนาดเล็กสำหรับใช้ในเมือง

เปิดตัวโฉมใหม่ Toyota Yaris Cross  โดยรูปโฉมใหม่นี้ดีไซน์เอาใจแฟนคลับ Toyota ฝั่งยุโรปโดยเฉพาะ

เปิดตัวโฉมใหม่ Toyota Yaris Cross

เป็นรถยนต์กลุ่ม Subcompact SUV จาก Toyota ที่ได้มีการเปิดตัวรุ่นแรกไปในปี 2542 และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มที่คนเมืองที่ชื่นชอบในเรื่องของการขับขี่ที่คล่องตัวและประหยัดน้ำมัน จนถึงปัจจุบัน Toyota Yaris มียอดขายกว่า 8.71 ล้านคันทั่วโลก จัดเป็นอีกหนึ่งในรุ่นเรือธงของ Toyota

ความตั้งใจจะเปิดตัวที่ในงาน Geneva Motor Show 2020 แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องเลื่อนกำหนดออกมาเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ล่าสุด Toyota ได้เผยโฉม Toyota Yaris Cross รุ่นใหม่ ดีไซน์ใหม่ ผ่านทางออนไลน์แล้วเมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผานมา โดยมีแผนออกสู่ตลาดฝั่งยุโรปก่อนในปี 2021 สำหรับจุดเด่นของ Toyota Yaris Cross 2021 มีดังต่อไปนี้

ข้อมูลที่น่าสนใจของ Toyota Yaris Cross 2021

แพลตฟอร์มใหม่ TNGA ที่มีขนาดตัวถังเล็กกว่า Toyota C-HR
มิติของตัวรถ ยาว x กว้าง x สูง เท่ากับ 4,180 มม. x 1,715 มม. x 1,560 มม. (ไม่รวมเสาอากาศ)
ความกว้างฐานล้อ เท่ากับ 2560 มม.
เครื่องยนต์ Dynamic Force 1.5 ลิตร 3 สูบ แถวเรียง ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า THS II (Toyota Hybrid System II เทคโนโลยีเฉพาะของ Toyota) มีกำลัง 116 แรงม้า
ระบบเกียร์ ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์ CVT มีให้เลือก 2 แบบคือ ขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อที่เรียกว่า E-Four (electric four-wheel-drive system)
อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 emissions) น้อยกว่า 120 กรัม/กิโลเมตร ในการขับเคลื่อนล้อหน้า และ 135 กรัม/กิโลเมตร ในการขับเคลื่อน 4 ล้อ
สีโปรโมตคือ สีเหลือง Brass Gold

ดังนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจถ้า เพราะตอนนี้จะยังไม่มีแผนการขายในประเทศไทยแต่อย่างใด เนื่องจากยังมี Toyota Yaris Cross ที่เป็นเวอร์ชั่นเฉพาะของอาเซียนอยู่ในตลาด ในขณะเดียวกัน คู่แข่งอย่าง Honda ในบ้านเราก็ยังซุ่มเงียบอยู่ มีเพียงข่าวลือของ Honda City 5 ประตู ที่คาดว่าจะนำมาจำหน่ายในไทยแทน Honda Jazz เท่านั้น

เผยโฉม Mazda MX-5 R-Sport Special Edition

ข่าวรถยนต์

เผยโฉม Mazda MX-5 R-Sport Special Edition รุ่นพิเศษที่ผลิตเพียง 150 คันเท่านั้น จำหน่ายเฉพาะตลาดรถอังกฤษ

เผยโฉม Mazda MX-5 R-Sport Special Edition  ซึ่งระดับราคาอยู่ที่ 4.99 ล้าน ดังนั้นลองคำนวนเล่น ๆ ดูได้ว่า ถ้าหลุดมาถึงไทยจะมีราคาเท่าไหร่

เผยโฉม Mazda MX-5 R-Sport Special Edition

Mazda MX-5 ที่เพิ่งจะออกเวอร์ชั่นมาใหม่เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี ไปในเมื่อไม่นานที่ผ่านมานี้ แต่รถสปอร์ตของ Mazda ก็ยังไม่ได้หมดมุก เพราะล่าสุดได้มีการเผยโฉมใหม่ Mazda MX-5 R-Sport Special Edition ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่ได้มีการอัพเกรดมาเพื่อการตลาดรถอังกฤษโดยเฉพาะ ผลิตเพียง 150 คัน สนนราคาอยู่ที่ 27,700 ปอนด์อังกฤษ หรือประมาณ 1.1 ล้านบาท
Mazda MX-5 R-Sport Special Edition เป็นการนำรุ่น Sport เดิมได้มีการนำรถมาตกแต่งใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ข้อมูลที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

ข้อมูลที่น่าสนใจของ Mazda MX-5 R-Sport Special Edition

เครื่องยนต์ Skyactiv-G 1.5 ลิตร 132 แรงม้า (ตัวเดียวกับ Mazda MX-5 Sport 2020)
ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปิด อัตราเร่ง 0-100 กม. ภายใน 8.3 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 204 กม./ชม.
ล้ออัลลอย RAYS ขอบ 16 นิ้ว สี Gunmetal
ตัวบอดี้รถใช้สีเท่า Polymetal ตัดกับสีแดง Burgundy ของเบาะนั่งภายในห้องโดยสาร
กระจกมองข้างสีดำ Piano Black และหลังคาผ้าใบสีเท่า
เบาะนั่ง Nappa สีแดง Burgundy อุ่นร้อนได้ ตัดเย็บตะเข็บสีเทา
ระบบรักษาความปลอดภัย Smart City Brake ล้อหน้า-หลัง, ระบบแจ้งเตือนการเปลี่ยนเลน, ระบบการจดจำสัญญาณไฟจราจร, ระบบแจ้งเตือนจุดดับสายตา, ไฟหน้าอัตโนมัติ และกล้องมองรอบคัน

นับเป็นรถสปอร์ตที่ดูสวยหรูหลาอย่างมาก จาก Mazda รุ่นที่มีเงินอย่างเดียวก็ไม่สามารถซื้อไม่ได้ แต่ต้องมีใจรักในตัวของ Mazda MX-5 อีกด้วย ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์จะไม่มีอะไรแตกต่างไปจาก Mazda MX-5 Sport 2020 แต่การตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์นี้ก็จะทำให้แฟนๆ Mazda ที่น่าอยากจะมาจับจองเป็นของตัวเองกันไปเลย

เปิดตัวใหม่ Audi เผยโฉม The New Audi Q7

ข่าวรถยนต์

เปิดตัวรถใหม่ The New Audi Q7 รถหรู SUV ระดับพรีเมียม ราคาเริ่มต้น 4.849 ล้านบาท

เปิดตัวรถใหม่ The New Audi Q7  พร้อมเปิดตัวอีกหนึ่งทางเลือกในรุ่น The New A6 อีกหนึ่งไอคอนรถยนต์ขายดีติดชาร์ตยุโรป

เปิดตัวรถใหม่ The New Audi Q7

เริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองลูกค้าคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว สำหรับ Audi รถหรูค่ายสี่ห่วง โดยล่าสุดได้เปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Audi Q7 ใหม่ ในกลุ่มรถ SUV ที่มีรุ่นย่อยอีก 2 รุ่น คือ Q7 45 TDI quattro S line และ Q7 45 TDI quattro นอกจากนี้ยังเปิดตัว Audi The New A6 ในกลุ่มรถเก๋งซีดาน เพิ่มเติมความสปอร์ตและความหรูหรามากขึ้น มี 2 รุ่นย่อยเช่นกัน คือ A6 40 TFSI S line และ A6 Avant 40 TFSI S line

รูปลักษณ์ภายนอก

ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ด้วยกระจังหน้าแบบชิ้นเดียวรูปทรง 8 เหลี่ยมที่ออกแบบให้กว้างมากกว่ารุ่นเดิม ดูหรูหรายิ่งขึ้น ภายในช่องกระจังหน้า 8 เหลี่ยม ติดตั้งซี่โลหะแนวตั้ง 6 ซี่ ช่วยทำให้ดูดุดันมากขึ้น

ไฟหน้าแบบ Matrix LED โดยที่ไฟ LED แต่ละดวงจะทำงานเป็นอิสระแยกจากกัน ทำให้สามารถเลือกจุดตกกระทบของแสงได้ตามความเหมาะสมของแต่ละสถานการณ์ ขณะที่ไฟเลี้ยวทั้งหน้าและหลังเป็นแบบไดนามิก ช่วยกระตุ้นการรับรู้ของรถคันอื่น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี คือ สี Glacier White, Floret Silver, Orca Black, Samurai Grey, Daytona Grey และ Navarra Blue

ดีไซน์ภายใน

เน้นไปที่แนวทางการออกแบบใหม่ของ Audi ผสมผสานทั้งความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีและการใช้งานที่ลงตัว ใช้งานง่าย สะดวกสบาย

หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ แสดงผลและควบคุมแบบสัมผัส (MMI Radio plus) โดยจอด้านบน ขนาด 8.8 นิ้ว Full HD ให้ภาพคมชัด ส่วนจอด้านล่างเป็น Full HD เช่นกัน ขนาด 8.6 นิ้ว

ฟังก์ชันการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto โดย Apple CarPlay สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งแบบไร้สาย Wireless ผ่าน Bluetooth หรือใช้สาย USB

ไฟเรืองแสงในห้องโดยสาร ซี่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ถึง 30 สี เพิ่มความหรูหรา และความสุนทรียะในห้องโดยสาร

สุดยอดของระบบเครื่องเสียงจาก BOSE Premium Sound system แบบ 3 มิติ

สมรรถนะเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบชาร์จ 6 สูบ 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 249 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งที่เร้าใจ 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 6.9 วินาที

ความเร็วสูงสุดได้ถึง 225 กม./ชม. อัตราเร่งที่เร้าใจ 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 6.9 วินาที

ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม Adaptive air suspension ที่สามารถปรับเพิ่มระดับความสูงได้สูงสุด 50 มม. รองรับการขับขี่ในทุกรูปแบบ

รูปลักษณ์ภายนอก

ชุดแต่ง S line ทั้งกันชนหน้า กันชนหลัง ช่องดักอากาศที่ผลิตจากอะลูมิเนียม สเกิร์ตข้าง อุปกรณ์ควบคุมการไหลเวียนอากาศ (diffuser) ด้านหลัง และปลายท่อไอเสียอะลูมิเนียม

ไฟหน้าเป็นแบบ Audi Matrix LED เทคโนโลยีที่ช่วยให้การส่องสว่างของไฟหน้ามีความแม่นยำที่สุด และส่องสว่างให้ได้พื้นที่มากที่สุด โดยไม่รบกวนผู้อื่น ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านท้ายเป็นแบบไดนามิก ที่การกะพริบของไฟจะไล่จากด้านในสู่ด้านนอก

สมรรถนะเครื่องยนต์

ติดตั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบชาร์จ 2.0 ลิตร 4 สูบ และระบบไมลด์ไฮบริด ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร

ในรุ่น A6 40 TFSI S line ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 237 กม./ชม.

ส่วน A6 Avant 40 TFSI S line อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 8.1 วินาที และความเร็วสูงสุด 232 กม./ชม.

Lamborghini Huracan EVO RWD

ข่าวรถยนต์

เปิดตัวใหม่ล่าสุด Lamborghini Huracan EVO RWD ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี และที่มาพร้อมดีไซน์การติดตั้งลิ้นกัน

เปิดตัวใหม่ล่าสุด Lamborghini Huracan EVO RWD ได้ออกแบบมาอย่างเป็นอย่างดี แลระบบเบรกแบบคาร์บอนเซรามิกได้

เปิดตัวใหม่ล่าสุด Lamborghini Huracan EVO RWD

Lamborghini Huracan EVO Rear-Wheel Drive เปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 โดยซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่นี้จะมาพร้อมเครื่องยนต์ V10 พละกำลังสูงสุด 610 แรงม้า และดีไซน์ที่ดุดันเข้ากับบุคลิกของรถสปอร์ตอย่างแท้จริง

ดีไซน์ถูกออกแบมาของ Lamborghini Huracan EVO RWD ได้รับการติดตั้งลิ้นกันชนหน้าใหม่ที่ผลิตขึ้นมาเฉพาะ ครีบแนวตั้งภายในช่องดักลมขนาดใหญ่ด้านหน้า กันชนหลังไฮกลอสสีดำ และล้อขนาด 19 นิ้ว ติดตั้งคู่กับระบบเบรกระบายความร้อน ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเพิ่มออปชั่นขนาดล้อเป็น 20 นิ้ว และระบบเบรกแบบคาร์บอนเซรามิกได้ นอกจากนี้ยังเปิดตัวสีใหม่ จิอัลโลเบเลนุส (สีเหลือง) อีกด้วย ภายในห้องโดยสารติดตั้งจอทัชสกรีน HMI ขนาด 8.4 นิ้ว สำหรับควบคุมทุกฟังก์ชันของตัวรถ รวมถึงการจัดการระบบเชื่อมต่อทั้งโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และ Apple CarPlay ชุดเบาะหนังอัลคันทาร่าพร้อมลวดลายสไตล์สปอร์ต

ด้านขุมพลังของ Huracan EVO RWD ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V10 พละกำลัง 610 แรงม้า แรงบิด 560 นิวตัน-เมตร ส่งพลังผ่านเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีด ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบไฮบริดที่ผสมผสานอะลูมิเนียมและคาร์บอนทำให้มีน้ำหนักรวมเพียง1,389 กิโลกรัม และแรงม้าต่อน้ำหนักต่ำถึง 2.28 กิโลกรัม/แรงม้า ช่วยรีดอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในเวลา 3.3 วินาที และความเร็วได้สูงสุด 325 กิโลเมตร/ชั่วโมง

สำหรับโหมดของการขับขี่ให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ โหมด Strada เพิ่มการยึดเกาะ และ ลดการลื่นไถล ขับขี่ที่ปลอดภัยในทุกสภาพพื้นผิว, โหมด Sport ที่ปรับการส่งแรงไปยันล้อหลังในขณะกดคันเร่ง หากรถมีการเปลี่ยนแปลงองศาด้านท้ายของตัวรถอย่างรวดเร็ว ตัวระบบจะจำกัดการกระจายแรงบิดที่ส่งไปล้อหลังทันที และโหมด Corsa ช่วยปรับแรงที่ส่งไปล้อหลังเพื่อป้องกันล้อหลังสลิปตอนกำลังเร่งออกจากโค้ง

โดยสาวกกระทิงดุสามารถสัมผัสความดุดันของ Lamborghini Huracan EVO RWD ได้แล้ววันนี้ กับราคาเริ่มต้นที่ 19.8 ล้านบาท

เห็น Lamborghini จัดเต็มรุกตลาดซูเปอร์สปอร์ตคาร์ขนาดนี้แล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานทาง Ferrari และ McLaren จะต้องมีการเคลื่อนไหวตอบโต้ออกมาบ้างแน่นอน คงต้องติดตามกันต่อว่าซูเปอร์คาร์ของค่ายไหนจะทำได้โดนใจกลุ่มผู้ขับขี่ได้มากที่สุด

ข่าวรถยนต์

เปิดตัวใหม่ Great Wall Cannon 2020 รถกระบะไซซ์ยักษ์ ราคาเริ่มต้น 126,800 หยวน หรือราว 5.4 แสนบาท เริ่มวางจำหน่ายในจีน

เปิดตัวใหม่ Great Wall Cannon ขนาดตัวใหญ่กว่า MG EXTENDER ภายในพรีเมียม โดยนับจากนี้ Great Wall ตั้งเป้าเป็น Top 3

เปิดตัวใหม่ Great Wall Cannon

รถกระบะจีนเริ่มจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว แม้ปัจจุบันความนิยมและการยอมรับอาจยังสู้รถกระบะกระแสหลัก เช่น Toyota, Isuzu และ Ford ไม่ได้ แต่เชื่อเถอะว่าหลายแบรนด์กำลังพยายามเต็มที่

ถ้าเอาแบบใกล้ตัวสุดคงเป็น New MG EXTENDER ส่วนถ้าห่างออกไปยังมี Great Wall Cannon 2020 และคิดการใหญ่ถึงขั้นชน Toyota กับ Ford ในตลาดโลกด้วย
จรวด เรือดำน้ำ รถไฟความเร็วสูง เครื่องบิน ไม่มีอะไรที่จีนไม่สามารถ แล้วนับประสาอะไรกับแค่รถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งอดีตรถจีนอาจเคยเป็นตัวตลก นอกสายตา งานก็อปเกรด A แต่ช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาจีนพัฒนาอย่างไกล และนอกเหนือ New MG EXTENDER ที่คนไทยหลายคนกำลังจับตา (ว่าจะไหวไหม) อยู่นั้น ในระดับสากลด้วยสเกลที่ใหญ่กว่า Great Wall Cannon 2020 ก็กำลังพยายามอยู่เช่นกัน ยิ่งนานวันรถกระบะจีนยิ่งน่ากลัว
เพราะหลังจากที่ Great Wall เปิดตัวรถกระบะชุดใหม่ที่เรียกว่า P Series Pickup ล่าสุด Great Wall Cannon 2020 ได้เริ่มวางจำหน่ายในจีนแล้ว ภายใต้ซับแบรนด์ Pao ซึ่งมาพร้อมกับขนาดตัวที่ใหญ่กว่า New MG EXTENDER ทุกมิติ ด้วยความยาว 5,410 มม. กว้าง 1,934 มม. สูง 1,886 มม. และฐานล้อยาวเหยียด 3,230 มม. บอกเลยว่าจะประมาทรถกระบะจีนไม่ได้อีก
เนื่องจากดีไซน์ของ Great Wall Cannon 2020 นั้นให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ พรีเมียมด้วยความเรียบง่ายสะอาดตา แต่อาศัยส่วนเว้าส่วนโค้งเน้นมัดกล้ามเพื่อแสดงออกถึงพลัง แม้โดยรวมจะคล้าย Toyota Tundra เจเนอเรชั่นล่าสุด (ก่อนปรับโฉม) มากก็ตามที แต่ถือว่าเป็นรถกระบะจีนที่ลุคดูเข้าทีและเป็นสากลมากรุ่นหนึ่ง

ส่วนภายใน Great Wall Cannon 2020 ก็ตกแต่งเอาไว้ไม่ธรรมดาเลย ตั้งแต่การเลือกใช้โทนสี การใช้หนังจำนวนมากบุห้องโดยสาร แถมยังเย็บตะเข็บไขว้ Diamond Cut แบบกระเป๋า Chanel ตลอดจนดีไซน์ที่ใช้อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ แม้รายละเอียดบางจุดยังไม่ลงตัว และห่างชั้นเมื่อเทียบกับงานต้นแบบอย่าง Volvo XC60

แต่ Great Wall Cannon 2020 ราคาเริ่มแค่ 128,600 หยวน หรือราว 5.4 แสนบาท เท่านั้น ! ซึ่งพอกับ Maxus T70 ที่สเปกเดียวกับ New MG EXTENDER หากเทียบง่าย ๆ ถ้าอยู่ในไทย Great Wall Cannon 2020 อาจมีราคาราว 1 ล้านต้น ๆ ด้วยสเปกที่แน่นกว่ารถกระบะเจ้าตลาด

ซึ่งก่อนหน้าการวางจำหน่าย Great Wall Cannon 2020 ในวันเปิดตัวรถกระบะ Great Wall ชุด P Series รวดเดียว 3 รุ่น (Great Wall Cannon 2020 เป็นหนึ่งในนั้น) คือการแสดงความพยายามที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดรถกระบะโลกและ Great Wall ยังประกาศตั้งเป้าจะขึ้นเป็น Top 3 ในตลาดรถกระบะโลกให้ได้

ข่าวรถมอเตอร์ไซค์

Pursang E-Track มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รุ่นใหม่ที่ค่ายรถมอเตอร์ครอสในตำนานจากสเปน

Pursang E-Track มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แนวคิดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อคนรักการขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

Pursang E-Track มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

แบรนด์ผู้ผลิตรถมอเตอร์ครอสสัญชาติสเปน Pursang วางกำหนดการเริ่มปล่อย 2 มอเตอร์ไซต์วิบากพลังงานไฟฟ้าใหม่ Pursang E-Track ในปี 2020 และ Pursang E-Street ในปี 2021 บนแนวคิดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อคนรักการขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

Pursang Motorcycles เคยเปิดตัวมอเตอร์ไซค์วิบากสู่ตลาดครั้งแรกในปี 1967 และหยุดการผลิตในปี 1984 แต่ก็ได้รับการยกย่องให้ตำนานสำหรับแฟน ๆ มอเตอร์ครอสทั่วโลก ล่าสุดบริษัทได้ตั้งเป้าหมายที่จะรื้อฟื้นตำนานให้กลับมาผงาดอีก โดยนำโมเดลเก่ามาปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

Pursang E-Track 2020
Pursang E-Track มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ใช้วัสดุหลักเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ ขับเคลื่อนโดยมอเตอร์ Bosch 11KW (กิโลวัตต์) สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง พร้อมแบตเตอรี่ 48V ทั้งหมด 3 ก้อน ให้ความจุพลังงานรวม 7.2kWh วิ่งได้ระยะทางไกลกว่า 140 กิโลเมตร ซึ่งรุ่นนี้จะต้องชาร์จไฟกับตัวรถเท่านั้น เนื่องจากแบตเตอรี่ไม่สามารถถอดออกได้

โดย E-Track จะเริ่มส่งมอบครั้งแรกจำนวน 60 คัน ในเดือนพฤษภาคม 2020 ราคาถูกตั้งไว้ที่ 13,700 ยูโร หรือประมาณ 470,000 บาท
Pursang E-Street 2021
ทางด้าน Pursang E-Street ซึ่งเป็นรุ่นทั่วไป จะมีพลังขับเคลื่อนน้อยกว่าเพราะใช้แค่มอเตอร์ Bosch 8KW รีดความเร็วได้มากสุด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ติดตั้งแบตเตอรี่ 48V จำนวน 2 ก้อน ความจุรวม 3.2kWh วิ่งได้ระยะไกลถึง 100 กิโลเมตร แต่มีข้อดีอยู่ที่แบตเตอรี่สามารถถอดออกเพื่อนำไปชาร์จไฟที่ไหนก็ได้ ช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น

สำหรับรุ่น E-Street คาดว่าจะปล่อยสู่ตลาดจริง ๆ ในปี 2021 ส่วนราคาอยู่ที่ 9,700 ยูโร หรือประมาณ 333,000 บาท
ต้องบอกว่าเทรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากำลังมาแรงมาก ๆ เพราะผู้ผลิตหลายใหญ่ก็เริ่มให้ความสนใจและเตรียมปล่อยตัว EV ออกมาเช่นกัน อาทิ Harley-Davidson LiveWire 2020 และ Damon Hypersport ส่วนบ้านเราคงต้องติดตามกันต่อไป ว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้สัมผัสมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าสักรุ่นหรือไม่

เปิดตัวใหม่ All-new Honda CR-V Hybrid 2020

ข่าวรถยนต์

เปิดตัวใหม่ All-new Honda CR-V Hybrid 2020 ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทั้งหมด มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว

เปิดตัวใหม่ All-new Honda CR-V Hybrid 2020 เปิดขายแล้ว ราคาเริ่มต้นที่ 9.09 แสนบาท

เปิดตัวใหม่ All-new Honda CR-V Hybrid 2020

หลังจาก Honda เปิดตัว All-new CR-V Hybrid ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2019 ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ปล่อยจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในเดือนนี้ ซึ่งนับเป็นรถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีไฮบริดคันแรกของญี่ปุ่นที่เข้ามาทำตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 9.09 แสนบาท

Honda CR-V Hybrid 2020 ทั้งหมดจะมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบใหม่ คล้ายกับที่ใช้ใน Honda Accord Hybrid อย่างไรก็ตามระบบไฮบริด 2 มอเตอร์ของ Honda CR-V มีช่วงการทำงานของแบตเตอรี่ที่สูงขึ้น จึงสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้นานกว่าไฮบริดรุ่นก่อน ๆ ของค่าย
ด้านขุมพลังของ Honda CR-V Hybrid ใช้เครื่องยนต์เบนซิน DOHC i-VTEC Atkinson Cycle ขนาด 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ผลิตกำลังได้สูงสุด 212 แรงม้า โดยทางสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (EPA) ประเมินอัตราการประหยัดน้ำมันไว้ที่ 40mpg (17 กิโลเมตร/ลิตร) เมื่อวิ่งในเมือง, 35mpg (14.8 กิโลเมตร/ลิตร) สำหรับวิ่งบนทางหลวง และค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ 38mpg (16.1 กิโลเมตร/ลิตร)

ในส่วนรูปลักษณ์ได้รับการปรับดีไซน์รอบคัน ภายนอกเปลี่ยนโลโก้ตัว H เป็นกรอบสีฟ้า มีป้าย Hybrid ติดอยู่ที่กันชนด้านหน้าและประตูหลัง ส่วนของกระจังหน้าใหม่ ไฟตัดหมอก 5 หลอด กันชนท้ายและท่อไอเสียออกแบบใหม่ ด้านในห้องโดยสารติดตั้งมาตรวัดแบบดิจิทัล หน้าจอแสดงผลที่สามารถบอกข้อมูลระบบไฮบริด ทั้งระดับพลังงานและระบบช่วยเบรกด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่แบบใหม่ Honda Sensing ที่มีระบบปรับโหมดอัตโนมัติระหว่าง EV Drive, Hybrid Drive และ Engine Drive โดยเลือกให้เหมาะสมกับสภาพถนน
All-new Honda CR-V Hybrid 2020 เปิดจำหน่ายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ทั้งหมด 4 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่

Honda CR-V Hybrid LX ราคา 28,870 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 909,000 บาท

Honda CR-V Hybrid EX ราคา 31,380 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 989,000 บาท

Honda CR-V Hybrid EX-L ราคา 33,870 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,066,000 บาท

Honda CR-V Hybrid Touring ราคา 37,070 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,167,000 บาท

อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีความเป็นไปได้ว่า All-new Honda CR-V 2020 จะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน แต่ต้องรอลุ้นว่าตัวไฮบริดจะเข้ามาด้วยหรือไม่ ซึ่งงรุ่นย่อยที่ไม่ใช่ไฮบริดจะกลายเป็นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบ เข้ามาแทน ชนกับ New MG HS แบบจัง ๆ คงต้องจับตาดูกันต่อครับว่ารถคอมแพกต์เอสยูวีของค่ายไหน จะพัฒนาออกมาได้ตอบโจทย์กลุ่มผู้ขับขี่ในบ้านเราได้มากที่สุด

ภาพจาก : automobiles.honda.com

ข้อมูลจาก : hotcars.com, caranddriver.com

ข่าวรถยนต์

สื่อออสเตรเลีย วิจารณ์ Mazda BT-50 รถกระบะจาก Mazda ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้

สื่อออสเตรเลีย วิจารณ์ Mazda BT-50 รูปร่างหน้าตาออกแนวคล้าย Isuzu D-Max และยังใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกันอีกด้วย

สื่อออสเตรเลีย วิจารณ์ Mazda BT-50

caradvice.com เว็บไซต์รถยนต์ในออสเตรเลีย รายงานข่าวเกี่ยวกับ Mazda BT-50 รถกระบะจาก Mazda ที่กำลังจะเปิดตัวโฉมใหม่ในแดนออสซี่ โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าเมื่อดูจากภาพดีไซน์ที่หลุดออกมา

ทำให้รูปลักษณ์ออกไปในลักษณะที่คล้ายกับ Isuzu D-Maxย้อนกลับไปก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 นั้น Mazda เคยประกาศว่าจะมีการเปิดตัว Mazda BT-50 รุ่นใหม่ ภายในปีนี้ ซึ่งล่าสุดมีการอัปเดตว่าสามารถนำ Mazda BT-50 รุ่นใหม่ เข้าโชว์รูมได้เลยในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของการระบาดด้วย

สำหรับ Mazda BT-50 ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2011 จากการร่วมมือกันพัฒนาระหว่าง Ford กับ Mazda โดยเป็นการแชร์เทคโนโลยีร่วมกันให้กับรถกระบะของแต่ละค่ายและผลิตจากโรงงานเดียวกันเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งก็คือโรงงานผลิตรถยนต์ AutoAlliance Thailand หรือ AAT ที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม Easstern Seaboard จังหวัดระยอง นั่นเอง

และเมื่อปี 2019 Mazda ได้มีการเจรจายุติสายการผลิตรถกระบะร่วมกับ Ford ในรุ่น Ford Ranger ที่โรงงาน AAT โดยมีการวางแผนทุ่มงบกว่า 1 พันล้านบาทเข้าปรับปรุงโรงงาน และจะย้ายไปร่วมสายการผลิตกับ Isuzu D-Max อีกด้วยสาเหตุที่ Mazda ยอมจบความสัมพันธ์ในฐานะพาร์ตเนอร์กับ Ford ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 48 ปี (เฉพาะในส่วนของรถกระบะ 9 ปี) มาจากความต้องการที่จะเปลี่ยนระบบ Infotainment, กระจังหน้า และกันชนทั้งหมด เพื่อเร่งให้ทันการเปิดตัวของ Isuzu D-Max ในต่างประเทศอย่างในออสเตรเลีย ขณะที่ Ford Ranger ไม่มีแผนการจะเปิดตลาดกระบะรุ่นใหม่แต่อย่างใดในปี 2020และนี่คือสาเหตุที่ BT-50 ตัวใหม่ อาจจะมีความคล้ายกับ D-Max เพื่อนใหม่ในโรงงานเดิม ทั้งในเรื่องของโครงสร้างและเทคโนโลยีภายในบางอย่างด้วย แม้แต่เทคโนโลยี MZD Connect ของ Mazda ก็อาจจะไม่ปรากฏอยู่ใน BT-50 ตัวใหม่ แต่อาจจะกลายเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับของ D-Max ก็ได้ในส่วนของเครื่องยนต์ อาจจะต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะมีความแตกต่างกันขนาดไหน เพราะช่วงเวลาของการเปิดตัวของ Mazda BT-50 ตัวใหม่ และ All New Isuzu D-Max ในต่างประเทศนั้นอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีคู่แข่งอย่าง Toyota Hilux ที่ยังซุ่มเงียบอยู่ และในปี 2021 ก็จะถึงคิวของ Ford Ranger เพื่อนเก่า ออกมาทำตลาดบ้าง ซึ่งอาจจะบอกได้ว่าถ้าสร้างความแตกต่างไม่ได้ งานนี้ Mazda เหนื่อยแน่นอน..